วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

-คำสรรพนาม ( pronoun)   --

2.2 คำสรรพนาม ( pronoun)
คือ คำที่ใช้แทนคำนามและข้อความที่กล่าวถึงมาแล้ว หรือกำลังจะกล่าวต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวซ้ำ   นักศึกษาลองพิจารณาข้อความต่อไปนี้
       a) Joseph is quite tall and chubby.    Joseph has large dark eyes hidden behind Joseph 's gold-framed glasses.  Joseph's thick eyebrows and very thin lips make Joseph look serious and unkind.
       b) Joseph is quite tall and chubby.    He has large dark eyes hidden behind his gold-framed glasses.  His thick eyebrows and very thin lips make him look serious and unkind.
       ข้อความ a) ใช้คำนามคำเดียวกันตลอดซึ่งก่อให้เกิดความซ้ำซาก ในขณะที่ข้อความ b) ใช้คำสรรพนาม
รูปต่าง ๆ แทนคำนาม Joseph จึงทำให้ข้อความสละสลวยกว่า
 
         2.2.1 ประเภทของคำสรรพนาม   คำสรรพนามอาจแบ่งออกได้เป็น 7 ประเภทดังนี้คือ
                    1) Personal Pronoun   คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล ได้แก่
Person Singular Plural
1st person I, my*, mine*, me We, our*, ours*, us
2nd person you, your*, yours* you, your*, yours*
3rd person he, his*, him,
she, her*, hers*,
it, its*
they, their*, theirs*, them
                                        You should leave your tray on that table.  I've already put mine there.
                                        Narinthip donates her blood every month.
                                        The teacher asked us to participate in a forum.
                อย่างไรก็ตาม บางครั้งคำสรรพนามในตารางที่มีเครื่องหมาย* อาจจัดเป็นประเภทของ   possessive pronouns ซึ่งเป็นคำสรรพนามที่แสดงความเป็นเจ้าของก็ได้
                   2) Demonstrative Pronoun   คือ คำสรรพนามที่แสดงการชี้เฉพาะ ได้แก่ this, that, these
                    และ those
                                        This is his new pocketbook.
                                        These are Kate's belongings.
                   3) Indefinite Pronoun คือ คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะ ได้แก่
Singular everyone, everybody, everything,
someone, somebody, something,
anyone, anybody, anything, each, another, either,
one, no one, nobody, nothing, neither
Plural others, many, several, both, few
Singular or Plural all, more, most, some, such, any, none
                                        Nobody is perfect.
                                        Jack and Jill love to exercise.  Both are in good health.
                   4) Relative Pronoun   คือ คำสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยคย่อยไม่อิสระเข้ากับคำนาม หรือ
                   สรรพนามอื่นที่ต้องการขยาย ได้แก่ who, whom, whose, which และ that
                   ( ศึกษารายละเอียดในโมดูลที่ 11 Complex Sentences: Adjective Clauses)
                                        My niece who is married to a vet is going to have a baby.
                                        The movie which she directs will be released soon.
                   5) Reflexive and Intensive Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้เมื่อประธานและกรรม
                   เป็นคนเดียวกัน หรือสิ่งเดียวกัน ได้แก่ myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves,
                   yourselves, themselves ( รูป –self /-selves ของคำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล)
                   เมื่อทำหน้าที่เป็นกรรม หรือส่วนเสริมประธาน จะเรียกว่า reflexive pronoun เช่น
                                        She cut herself when cooking.
                                        Paul is not himself today; he may have something on his mind.
                   เมื่อทำหน้าที่เป็น appositive เพื่อเป็นการเน้นประธาน จะเรียกว่า intensive pronoun เช่น
                                        I did this myself .
                                        You have to tell him the truth yourself .
                   6) Interrogative Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้ในการถามคำถาม เช่น who, which , what
                                        Who wrote Harry Potter ?
                                        Which is your bag: the black one or the brown one? 
                                        What happened at the BTS station?
                   7) Reciprocal Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้แสดงว่าบุคคลหรือสิ่งนั้นกระทำหรือรู้สึก
                    เช่นเดียวกันต่อกัน
                                        Romeo and Juliet love each other so much.
                                        These quadruplets ( ฝาแฝดสี่คน) always take care of one another .
 
                   2.2.2 การใช้รูปต่าง ๆ ของคำสรรพนาม
                รูปของคำสรรพนาม ( case) ในภาษาอังกฤษมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปคือ
                    subjective ( รูปที่เป็นประธาน) ,
                    possessive ( รูปที่แสดงความเป็นเจ้าของ) ,
                    objective ( รูปที่เป็นกรรม) ดังแสดงในตาราง
  Subjective Case Possessive Case Objective Case
Singular I
he, she, it
my, mine
his, her, hers, its
me
him, her, it
Plural we
they
our, ours
their, theirs
us
them
Singular or Plural you
who
your, yours
whose
you
whom
                         Source:   Ellsworth, Blanche and Higgins, John A. (2010).   English Simplified.  
                                     Twelfth Edition. USA: Pearson Education, Inc., p. 17.
 
                   2.2.3 หน้าที่หรือตำแหน่งของคำสรรพนาม
                    ในประโยคภาษาอังกฤษ คำสรรพนามสามารถทำหน้าที่ หรืออยู่ในตำแหน่งเดียวกับคำนามได้
                ยกเว้นส่วนเสริมกรรม ดังนี้
                    1) ประธาน                        
                              They save hundreds of lives.
                    2) กรรมตรง                    
                        I'll call you after the meeting.
                    3) กรรมรอง                     
                        The teacher gave her an assignment.
                    4) กรรมตามหลังบุพบท    
                        All Thai people pray for him .
                    5)  ส่วนเสริมประธาน
                        A:  May I speak to Ms. Ananya?
                        B:  This is she .










หลักการใช้ Past Simple Tense (อดีตกาลปกติ) ในภาษาอังกฤษ

หลักการใช้ Past Simple Tense ใน ภาษาอังกฤษ

รูปแบบของ Past Simple Tense

Subject + Verb2

หลักการใช้ Past Simple Tense

  • ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ เกิดขึ้นในอดีตและสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งมักจะมีคำหรือวลีที่บ่งบอกถึงเวลาในอดีตในประโยคเสมอ เช่น yesterday, last…, … ago, once, this morning, when I was… และอื่นๆ เช่น
I met a beautiful girl last night. (ฉันเจอผู้หญิงสวยคนหนึ่งเมื่อคืนนี้)
  • ใช้แสดงถึงการกระทำที่เป็นนิสัยหรือเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต ซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว โดยมักมี Adverbs of Frequency (กริยาวิเศษณ์แสดงความถี่) อยู่ในประโยคด้วย เช่น often, always, sometimes และอื่นๆ ซึ่งมักจะมี Adverb of Time (กริยาวิเศษณ์แสดงเวลา) ระบุถึงเวลาในอดีตด้วย เช่น last month, last year และอื่นๆ เช่น
I cooked every night last month. (ฉันทำอาหารทุกคืนเมื่อเดือนที่แล้ว)
He always cried when he was young. (เขาร้องไห้เป็นประจำ ตอนเขายังเด็ก)
  • เราสามารถใช้ "used to + Verb 1" เพื่อให้ความหมายว่า "เคย" เพื่อแสดงถึงการกระทำในอดีตได้ เช่น
I used to eat a lot. (ฉันเคยกินเยอะมาก่อน)
He used to be naughty. (เขาเคยเป็นคนเกเรมาก่อน)

วิธีการสร้างประโยค Past Simple Tense

โครงสร้าง
Subject + Verb2
ประโยคบอกเล่า
I / You / We / They went to the museum.
He / She / It took a bus to the school.
โครงสร้าง
Subject + did + not + Verb1
ประโยคปฏิเสธ
I / You / We / They did not go to the museum.
He / She / It did not take a bus to the school.
โครงสร้าง
Did + Subject + Verb1?
ประโยคคำถาม
Did I / you / we / they go to the museum.?
Did he / she / it take a bus to the school?
โครงสร้าง
Who/What/Where/When/Why/How + did + Subject +Verb1?
ประโยคคำถาม
Wh-
Where
did I / you / we / they go?
How
did he / she / it go to the school?
*เราใช้ “did” เข้ามาช่วยในการสร้างประโยคคำถามหรือปฏิเสธ โดยกริยาแท้นั้นจะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ 1 เท่านั้น
*คำปฏิเสธรูปย่อของ did not คือ didn’t

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

-คำสรรพนาม ( pronoun)   --

2.2 คำสรรพนาม ( pronoun)
คือ คำที่ใช้แทนคำนามและข้อความที่กล่าวถึงมาแล้ว หรือกำลังจะกล่าวต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวซ้ำ   นักศึกษาลองพิจารณาข้อความต่อไปนี้
       a) Joseph is quite tall and chubby.    Joseph has large dark eyes hidden behind Joseph 's gold-framed glasses.  Joseph's thick eyebrows and very thin lips make Joseph look serious and unkind.
       b) Joseph is quite tall and chubby.    He has large dark eyes hidden behind his gold-framed glasses.  His thick eyebrows and very thin lips make him look serious and unkind.
       ข้อความ a) ใช้คำนามคำเดียวกันตลอดซึ่งก่อให้เกิดความซ้ำซาก ในขณะที่ข้อความ b) ใช้คำสรรพนาม
รูปต่าง ๆ แทนคำนาม Joseph จึงทำให้ข้อความสละสลวยกว่า

         2.2.1 ประเภทของคำสรรพนาม   คำสรรพนามอาจแบ่งออกได้เป็น 7 ประเภทดังนี้คือ
                    1) Personal Pronoun   คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล ได้แก่
PersonSingularPlural
1st personI, my*, mine*, meWe, our*, ours*, us
2nd personyou, your*, yours*you, your*, yours*
3rd personhe, his*, him,
she, her*, hers*,
it, its*
they, their*, theirs*, them
                                        You should leave your tray on that table.  I've already put mine there.
                                        Narinthip donates her blood every month.
                                        The teacher asked us to participate in a forum.
                อย่างไรก็ตาม บางครั้งคำสรรพนามในตารางที่มีเครื่องหมาย* อาจจัดเป็นประเภทของ   possessive pronouns ซึ่งเป็นคำสรรพนามที่แสดงความเป็นเจ้าของก็ได้
                   2) Demonstrative Pronoun   คือ คำสรรพนามที่แสดงการชี้เฉพาะ ได้แก่ this, that, these
                    และ those
                                        This is his new pocketbook.
                                        These are Kate's belongings.
                   3) Indefinite Pronoun คือ คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะ ได้แก่
Singulareveryone, everybody, everything,
someone, somebody, something,
anyone, anybody, anything, each, another, either,
one, no one, nobody, nothing, neither
Pluralothers, many, several, both, few
Singular or Pluralall, more, most, some, such, any, none
                                        Nobody is perfect.
                                        Jack and Jill love to exercise.  Both are in good health.
                   4) Relative Pronoun   คือ คำสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยคย่อยไม่อิสระเข้ากับคำนาม หรือ
                   สรรพนามอื่นที่ต้องการขยาย ได้แก่ who, whom, whose, which และ that
                   ( ศึกษารายละเอียดในโมดูลที่ 11 Complex Sentences: Adjective Clauses)
                                        My niece who is married to a vet is going to have a baby.
                                        The movie which she directs will be released soon.
                   5) Reflexive and Intensive Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้เมื่อประธานและกรรม
                   เป็นคนเดียวกัน หรือสิ่งเดียวกัน ได้แก่ myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves,
                   yourselves, themselves ( รูป –self /-selves ของคำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล)
                   เมื่อทำหน้าที่เป็นกรรม หรือส่วนเสริมประธาน จะเรียกว่า reflexive pronoun เช่น
                                        She cut herself when cooking.
                                        Paul is not himself today; he may have something on his mind.
                   เมื่อทำหน้าที่เป็น appositive เพื่อเป็นการเน้นประธาน จะเรียกว่า intensive pronoun เช่น
                                        I did this myself .
                                        You have to tell him the truth yourself .
                   6) Interrogative Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้ในการถามคำถาม เช่น who, which , what
                                        Who wrote Harry Potter ?
                                        Which is your bag: the black one or the brown one?
                                        What happened at the BTS station?
                   7) Reciprocal Pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้แสดงว่าบุคคลหรือสิ่งนั้นกระทำหรือรู้สึก
                    เช่นเดียวกันต่อกัน
                                        Romeo and Juliet love each other so much.
                                        These quadruplets ( ฝาแฝดสี่คน) always take care of one another .

                   2.2.2 การใช้รูปต่าง ๆ ของคำสรรพนาม
                รูปของคำสรรพนาม ( case) ในภาษาอังกฤษมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปคือ
                    subjective ( รูปที่เป็นประธาน) ,
                    possessive ( รูปที่แสดงความเป็นเจ้าของ) ,
                    objective ( รูปที่เป็นกรรม) ดังแสดงในตาราง
Subjective CasePossessive CaseObjective Case
SingularI
he, she, it
my, mine
his, her, hers, its
me
him, her, it
Pluralwe
they
our, ours
their, theirs
us
them
Singular or Pluralyou
who
your, yours
whose
you
whom
                         Source:   Ellsworth, Blanche and Higgins, John A. (2010).   English Simplified. 
                                     Twelfth Edition. USA: Pearson Education, Inc., p. 17.

                   2.2.3 หน้าที่หรือตำแหน่งของคำสรรพนาม 
                    ในประโยคภาษาอังกฤษ คำสรรพนามสามารถทำหน้าที่ หรืออยู่ในตำแหน่งเดียวกับคำนามได้
                ยกเว้นส่วนเสริมกรรม ดังนี้
                    1) ประธาน                         
                              They save hundreds of lives.
                    2) กรรมตรง                   
                        I'll call you after the meeting.
                    3) กรรมรอง                      
                        The teacher gave her an assignment.
                    4) กรรมตามหลังบุพบท   
                        All Thai people pray for him .
                    5)  ส่วนเสริมประธาน 
                        A:  May I speak to Ms. Ananya?
                        B:  This is she .






6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอกเล่า
โครงสร้าง : Subject + Verb 2
( ประธาน + กริยาช่องที่ 2 )
ตัวอย่าง : 1.He walked to school yesterday. ( เขาเดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้ )
2. They played volleyball last week. ( เขาทั้งหลายเล่นวอลเลย์บอลสัปดาห์ที่แล้ว )

6.2 ประโยค Past Simple Tense เชิงปฏิเสธ
เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ทำได้ด้วยการใช้ Verb to do
ช่องที่ 2 คือ did มาช่วย และเติม not ข้างหลัง มีโครงสร้างของประโยคดังนี้
โครงสร้าง : Subject + did + not + Verb 1
( ประธาน + did + not + กริยาช่องที่ 1 )
ตัวอย่าง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday. ( เขาไม่ได้เดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้ )
2. They did not play volleyball last week. ( เขาทั้งหลายไม่ได้เล่นวอลเลย์บอลสัปดาห์ที่แล้ว )
ข้อสังเกต : เมื่อนำ did มาใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยนกริยาช่องที่ 2 ให้เป็นกริยาช่องที่ 1 ด้วย

6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำถามและการตอบ
เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีความหมายเชิงคำถาม ทำได้ด้วยการนำ did มาวางไว้หน้าประโยค
และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างของประโยคดังนี้
โครงสร้าง : Did + Subject + Verb 1
( Did + ประธาน + กริยาช่องที่ 1 )
ตัวอย่าง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวานนี้เขาเดินมาโรงเรียนใช่หรือไม่ )
- Yes, he did. ( ใช่ เขาเดินมา )
- No, he didn’t. ( ไม่เขาไม่ได้เดินมา )
2. Did they play volleyball last week ?( เขาทั้งหลายเล่นวอลเลย์บอลสัปดาห์ที่แล้วใช่หรือไม่ )
- Yes, they did. ( ใช่ เขาทั้งหลายเล่น )
- No, they didn’t . ( ไม่ เขาทั้งหลายไม่ได้เล่น )

6.4 หลักการใช้ Past Simple Tense
1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำ กลุ่มคำ หรืออนุประโยคต่อไปนี้อยู่ในประโยค
คำ
กลุ่มคำ
อนุประโยค
agolast nightwhen he was young
oncelast yearwhen he was five years old
yesterdayyesterday morningwhen I lived in Tokyo
during the war
เช่น 1. I lived in Chaing mai 3 years ago. ( ฉันอยู่ที่เชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่แล้ว )
2. His father died during the war. ( พ่อของเขาตายระหว่างสงคราม )
3. He learned English when he was young. ( เขาเรียนภาษาอังกฤษเมื่อเขาเป็นเด็ก )

6.5 หลักการเติม ed ที่คำกริยา
1. กริยาที่ลงท้ายด้วย e ให้เติม d ได้เลย เช่น
love - loved = รัก
move - move = เคลื่อน
hope - hoped = หวัง
2. กริยาที่ลงท้าย ด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น I แล้วเติม ed เช่น
cry - cried = ร้องไห้
try - tried = พยายาม
marry - married = แต่งงาน
ข้อยกเว้น ถ้าหน้า y เป็นสระ ใหเติม ed ได้เลย เช่น
play - played = เล่น
stay - stayed = พัก , อาศัย
enjoy - enjoyed = สนุก
obey - obeyed = เชื่อฟัง
3. กริยาที่มีพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียวให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น
plan - planned = วางแผน
stop - stopped = หยุด
beg - begged = ขอร้อง
4. กริยาที่มี 2 พยางค์ แต่ลงเสียงหนักพยางค์หลัง และพยางค์หลังนั้น มีสระตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed เช่น
concur - concurred = ตกลง, เห็นด้วย
occur - occurred = เกิดขึ้น
refer - referred = อ้างถึง
permit - permitted = อนุญาต
ข้อยกเว้น ถ้าออกเสียงหนักที่พยางค์แรก ไม่ต้องเติมพยัญชนะตัวสุดท้ายเข้ามา เช่น
cover - covered = ปกคลุม
open - opened = เปิด
5. นอกจากกฏที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อต้องการให้เป็นช่อง 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่น
walk - walked = เดิน
start - started = เริ่ม
worked - worked = ทำงาน